มีแค่ถูกหรือผิดเท่านั้น ?


บางครั้งการที่คนเราคุยอะไรไป มีการแสดงความเห็นแย้งกันบ้าง มักเริ่มต้นด้วยความเห็น ไปพยามให้เห็นว่าตนถูก จบลงโดยทะเลาะกัน กับคนทั่วไปคงไม่กระทบอะไรกับชีวิตนัก แต่บางคนอาจจะทำให้คุณเสียใจที่ความสัมพันธ์อันยาวนานที่จบลงไปไม่ดีเท่าที่ควร

ความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป บางครั้งชีวิตก็มี ถูกทั้งคู่ ผิดทั้งคู่อยู่ และอื่นๆ ตามมุมมอง เหตุ ปัจจัย เยอาะมาก

ควอนตัมจิตกับพุทธปรัชญา
จากไทยโพสต์
โพสต์เมื่อ: 31/08/2006-21:07 GMT+7
ผู้เขียนเป็นวิทยากรของ มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง สองมหาวิทยาลัย โดยมีหน้าที่ถวายข้อมูลใหม่ๆ ทางด้านวิทยาศาสตร์ ที่ทุกวันนี้กลับมา สอดคล้องแนบขนาน

โดยเฉพาะในประเด็น ระหว่างวิทยาศาสตร์ทางจิต และแควนตัมฟิสิกส์ กับ อภิปรัชญาที่อยู่เบื้องหลัง หรือที่เป็นส่วนของที่มา และกระบวนการเรียนรู้ (ontology and epistemology) ของศาสนาแทบจะทุกศาสนา ซึ่งแน่นอนย่อมจะเน้น ความสอดคล้องต้องกัน อย่างเป็นพิเศษของ วิชาการใหม่ๆ นั้นๆ กับพุทธศาสนา โดยถวายให้กับ สถาบันฝึกอบรม พระธรรมทูตที่จะไป ประจำวัดไทยในต่างประเทศ ซึ่งสำหรับที่มหาจุฬาฯ นั้น ผู้เขียนบรรยายมานับรวมปีนี้ ก็เป็นปีที่หกแล้ว ส่วนที่มหามกุฏราชวิทยาลัยนั้น เพิ่งถวายเป็นปีที่สาม นอกจากนั้นก็ยังเป็น อาจารย์พิเศษให้กับ นักศึกษาปริญญาโทของทั้งสองสถาบัน ตลอดช่วงเวลาดังกล่าวด้วย สำหรับนักศึกษาของ คณะบัณฑิตวิทยาลัยนั้น จะมีทั้งฆราวาสและพระ โดยพระที่เป็นนักศึกษาทั้งหมด จะมีพื้นฐานระดับต่างๆ ตั้งแต่เปรียญสี่ ถึงเปรียญเก้าประโยค

ผู้เขียนเองบังเอิญเป็นวิทยากรหรืออาจารย์พิเศษในคณะต่างๆ ของมหาวิทยาลัยอื่นๆ มานานตลอดเวลาร่วมเจ็ดแปดปีมานี้ ดังนั้นจึงอดที่จะ คิดเปรียบเทียบการสนองตอบของนิสิตนักศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยต่างๆ กับมหาวิทยาลัยสงฆ์ไม่ได้ เมื่อนำมาเปรียบเทียบระหว่างกันบนรูปแบบ เนื้อหาและจำนวนของคำถามแล้ว พบว่ามีความแตกต่างกันมากอย่างเห็นได้ ชัด นักศึกษาที่เป็นพระดูจะมีความรู้สึกความเข้าใจและมีความสนุกสนานกับ ประเด็นทางวิทยาศาสตร์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นด้านฟิสิกส์แควนตัม หรือวิทยา ศาสตร์ทางจิตอย่างมากและรวดเร็ว หรือไม่ก็ในทันที ดังจะเห็นได้ว่า บ่อยครั้งเหลือเกินที่เมื่อจบการบรรยายหรือการอภิปราย พระหลายรูปจะพูด ถึงฟิสิกส์ใหม่ว่า “สิ่งที่เคยค้างคาใจมานาน แทบว่าจะอันตรธานหายไปทั้ง หมด” ที่เป็นเช่นนั้น อาจเป็นเพราะว่า ประการแรก พระนักศึกษามีพื้น ฐานของวิชาพุทธศาสตร์ ที่ว่าไปแล้วทุกวันนี้ คือสาขาย่อยสาขาหนึ่งของ กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ทางจิตที่ยอมรับกัน และวิทยาศาสตร์ทางจิตยุคหลัง สมัยใหม่เองก็ได้ความหมายความเข้าใจมาบางส่วนของแควนตัมฟิสิกส์ ประการที่สอง นักศึกษาที่เป็นพระย่อมมีความห่างเหิน – ไม่ว่าในด้านวิทยา ศาสตร์กายภาพหรือพฤติกรรม – ต่อความรู้ด้านโลกกายวัตถุหรือเรื่องราวที่เป็น ประเด็นทางโลกียะ มากกว่านักเรียนนักศึกษาธรรมดาๆ ยิ่งนัก ดังนั้นเมื่อ สัมผัสกับวิทยาศาสตร์ใหม่ในด้านของจิตที่ก้าวล่วงผ่านตัวตน หรือแควนตัม ฟิสิกส์ที่ก้าวล่วงระดับมหาภาค – สสารพลังงานที่รับรู้ด้วยประสาทภายนอก หรือด้วยเครื่องมือที่ทำหน้าที่แทนประสาทสัมผัสนั้นๆ – พระที่เป็นนักศึกษาผู้ ที่ย่อมมีการปฏิบัติจิตปฏิบัติธรรมมาบ้าง – ไม่ว่ามากหรือน้อย – ย่อมจะมี ความแตกต่างกับผู้ที่หมกมุ่นอยู่กับกระแสโลกียะตลอดเวลา คำถามที่ได้จาก นักศึกษาที่เป็นพระเปรียญจึงทั้งมีมากกว่าและลึกล้ำกว่า ทั้งดูเหมือนว่าจะ สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ใหม่ ทั้งยังความสนุกเพลิดเพลินให้กับผู้ถวายผู้ บรรยายและ ผู้ฟังกันอย่างถ้วนหน้า ทำให้บ่อยครั้งที่ผู้เขียนในฐานะผู้ถวาย ข้อมูลต้องอยู่ล่วงเวลาเพื่อตอบคำถามให้ได้มากที่สุด บางครั้งต้องใช้เวลาถึงสี่ หรือห้าชั่วโมงต่อเนื่องกัน คิดว่าวันดีคืนดีเมื่อเวลาเหมาะสม และหากว่ามีผู้ สนใจก็อาจนำคำถามเหล่านี้มารวมเล่มพิมพ์ให้อ่านกัน บทความของวันนี้จะ นำคำถามและคำตอบเหล่านั้น – รวมทั้งความคิดของผู้เขียน – บางส่วนมาเล่า สู่กันฟัง

คำถาม ถามว่า – ที่บอกว่าวิทยาศาสตร์ทางจิตสอดคล้องกับ สัจธรรมของพุทธศาสนานั้น ช่วยอธิบายว่าสอดคล้องอย่างไร? หรือวิทยา ศาสตร์ใหม่นิยามจิตให้ไว้เป็นอย่างใด?

ตอบ – นั่นเป็นสองคำถามที่ดูเผินๆ อาจไม่เกี่ยวกัน แต่จริงๆ แล้วสืบเนื่องกัน เพราะสัจธรรมนั้นแปลว่าความจริงแท้ของธรรมหรือความรู้ ธรรมชาติ นั้นคือจิตวิญญาณอันเป็นพื้นฐานของสรรพสิ่งสรรพชีวิตในโลกใน จักรวาล

ในทางจักรวาลวิทยาใหม่ สรรพสิ่งหรือจักรวาลทั้งหมดมีที่มา จากหนึ่ง (singularity) ที่เป็นความว่างเปล่า แต่ไม่ใช่ความว่างเปล่าที่ไม่มี อะไรเลย หากเป็นความว่าง (quantum vacuum) ที่มีความเต็มของศักยภาพ (quantum potential-fluctuation) แห่งการสั่นสะเทือนที่จะให้เป็นพลังงาน เป็นอนุภาคหรือสสาร (energy-virtual particle) ก่อประกอบเป็นความหลาก หลาย หรืออาจพูดว่า จักรวาลมาจากหนึ่งที่ไม่ใช่ตัวตนสู่สรรพสิ่งหลาก หลาย (one and mary or unity and diversity) ซึ่งทั้งหมดก็เป็น อภิปรัชญาของทุกศาสนาโดยเฉพาะพุทธศาสนาและเต๋า ในวัชรญาณพุทธ ศาสนาพูดถึงจักรวาลและพลังงานปฐมจากสุญตา ความเป็นหนึ่งที่เป็นความ เต็ม “ประหนึ่งครรพ์” ที่ให้การก่อเกิดมวลสรรพสิ่ง ในขณะเดียวกัน การไร้สถานที่และไร้เวลาของความจริงทางแควนตัม ตามทฤษฎีของเบลล์ (Bell’s non-local theorem) กับความจริงทางแควนตัม ตามทฤษฎีความไม่ แน่นอนของ ไฮเซนเบิร์ก (Heisenberg’s uncertainty principle) ที่ให้แต่โอกาสหรือศักยภาพของความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนสภาพของความ เป็นคลื่นหรืออนุภาค “เมื่อไรก็ตามที่มีจิตวิญญาณเข้าไปเป็นส่วน เมื่อนั้น สภาพความเป็นคลื่นก็จะหยุดพังพาบ (wave function collapse) สลายกลายเป็นสสาร” ความไม่ใช่ตัวตนและความไม่เที่ยงแท้แน่นอนที่ว่ามา นั้นก็คือ ความจริงแห่งพระไตรลักษณ์

ส่วนนิยามของจิตนั้นต้องระวัง ในที่นี้จะไม่พูดถึงเรื่องของจิตรู้ (self-conscious mind) ของปัจเจกบุคคล – ปลายสุดของชีววิวัฒนาการเมื่อ จิตได้แยกตัวเองเป็นสอง – เป็นจิตรู้หรือตัวตนกับสรรพสิ่งในโลกภายนอก แต่ที่นี้เราพูดถึงจิตไร้สำนึกดั้งเดิม (unconsciousness as consciousness) ของจักรวาลอันเป็นความจริงแท้ ที่ไม่ว่าจะเป็นฟิสิกส์แควนตัมหรือในทางอ ภิปรัขญาของศาสนาคือสิ่งเดียวกัน นั้นคือพื้นฐานของสรรพสิ่งทั้งหมดที่ดำรง อยู่ในจักรวาล เป็นสิ่งที่ “สมบูรณ์แท้ “ (absolute) เพียงสิ่งเดียว การนิยามคำว่าจิตจึงอาจให้ได้บางส่วนโดยอิงกับหลักการหรือความคิดเฉพาะ เรื่องหนึ่งใด อย่างไรก็ตาม ความคิดหรือหลักการล้วนเป็นผลผลิตของจิตอยู่ดี ดังนั้นการอธิบายหรือกำหนดให้ชัดลงไปว่าจิตคืออะไร จึงทำได้ยาก มันเหมือนกับคำว่า “มันเป็นไปเช่นนั้นเอง” หรือ ตัค-ตวาม-อสิในศาสนา พราหมณ์ หรือ I am that I am ที่พระเจ้าตอบโมเสส หรือ “เต๋า ที่อาจให้นิยามได้ย่อมไม่ใช่เต๋า” แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีทางเข้า ใจเรื่องของจิตวิญญาณหรือสัจธรรมได้เลย เช่นเดียวกับที่พระพุทธเจ้าบอกว่า สัจธรรมนิยามด้วยคำพูดด้วยตำราไม่ได้ แต่ได้ชี้หนทางการเข้าถึงจิตสูงสุด หรือสัจธรรม ว่าสามารถรู้ได้เฉพาะตนด้วยการปฏิบัติจิตด้วยสมาธิภาวนา เป็น ปัจจัตตังเวทิตัมโพ วิญญูหิติ เหมือนกับที่เราไม่สามารถอธิบายนิยาม ความซาบซึ้งสุดชื่นชมต่อเพลงมูนไลต์โซนาตาของบีโธเฟน หรือเปียนโนคอน เซอร์โตที่ห้าของดโวชาร์คได้ แต่อาจชี้ให้เราเข้าถึงได้ด้วยโน้ตเพลง ที่เราต้องลงไปนั่งเล่นเปียโนด้วยตนเอง ประเด็นคือ เราต้องอดทนและฝึกฝน จนสามารถเล่นได้ถูกต้องตามนั้น ถึงจะรู้ว่าเพลงมันไพเราะซาบซึ้งเพียงไร สมาธิก็ต้องผ่านพ้นตัวตนผ่านความเป็นสอง – ผ่านกระทั่งเมื่อจิตรู้กับโลก ภายนอกรวมกันเป็นหนึ่ง

คำถาม – ลองยกตัวอย่างว่าจิตอยู่เหนือกายหรือจิตควบคุมวัตถุ ได้อย่างไร?

คำตอบ – มีตัวอย่างการทดลองที่ฟังดูแล้วทุกคนต้องไม่สบาย ใจ นั่นคือการทดลองที่ทำที่ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ที่อเมริกา ที่หลายคน อาจเคยได้ยินได้ฟังมาแล้ว การทดลองที่เขาจับแม่กระต่ายที่เพิ่งคลอดลูกออก มาใหม่ๆ หกตัว แล้วแยกมันจากลูกทั้งหมด นำเอาไปเข้าเครื่องวัดคลื่น สมองวัดความดันและชีพจร ที่จัดไว้ในกรงอยู่ในเรือดำน้ำที่กำลังวิ่งออกไป จากท่า ต่อมานักวิทยาศาสตร์ฆ่าลูกกระต่ายที่อยู่ในห้องทดลองบนบกไปทีละ ตัว ปรากฏว่าทุกครั้งที่ลูกแต่ละตัวถูกฆ่าลงไป แม่กระต่ายจะแสดงความ ตื่นเต้นแทบคลุ้มคลั่ง พร้อมๆ กับให้การเปลี่ยนแปลงของคลื่นสมองและ ความดันเลือดรวมทั้งชีพจรขึ้นไปสูงแทบว่าในเวลาทันทีทันใด นั่นแสดงว่า จิตสามารถสื่อสารผ่านพ้นน้ำและอากาศที่เป็นวัตถุได้ และยังบังคับกายบังคับ สมองและหัวใจอย่างทันทีทันใดได้

คำถาม – พระพุทธเจ้าบอกว่า ปฐมัง กัลลัง มนุสสามัง โหนตุ หรือประหนึ่งบอกว่า มนุษย์เป็นสัตว์เซลล์เดียว นั่นไม่ทราบว่าเกี่ยว ข้องกับวิทยาศาสตร์ใหม่อย่างไร?
คำตอบ – เข้าใจว่าคำบาลีไม่ได้ให้ความหมายที่ตายตัวลงไป เช่นนั้น พระพุทธเจ้ามักให้เป็นคำเฉลยให้คิด หรือเป็นอุปมาอุปไมย สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวนั้นหมายความว่าชีวิตมนุษย์ที่สุดซับซ้อนที่มีเซลล์รวมอยู่ ในร่างกายถึง 10 ยกกำลัง 14 เซลล์ หรือสิบล้าน-ล้านเซลล์นั้น มีที่มา เบื้องต้นคือสิ่งมีชีวิตเซลล์เดี่ยวก็ถูกต้องตามกระบวนการวิวัฒนาการทาง ชีววิทยาอยู่แล้ว หรือจะกล่าวว่ามนุษย์ที่เป็นชีวิตประกอบด้วยเซลล์มากมาย หลากหลาย แต่ล้วนดำเนินไปเหมือนกับว่าเซลล์ทั้งหมดนั้นเป็นหนึ่งเดียวกัน หรือมีเพียงหนึ่งก็ได้ ซึ่งนั่นก็ถูกต้องตามกระบวนการทางฟิสิกส์ในด้านชีวเคมี อีกเหมือนกัน ฝี ที่รากฟันซี่หนึ่งซี่ใด ย่อมสามารถก่อการเปลี่ยนแปลงต่อ เซลล์ต่อเนื้อเยื่อต่อร่างกายของร่างกายมนุษย์ผู้นั้นทั้งหมดนั่นเป็น


คำถาม – ตอบบางส่วนระหว่างพระนักศึกษากับผู้เขียน จากการบรรยายให้กับพระธรรมทูตฝ่ายธรรมยุต ที่วัดพระศรีมหาธาตุ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา ในการบรรยายของผู้เขียนในวันนั้น ยังได้เล่าถึงคำถามอื่นๆ ที่ผู้ฟังที่เป็นนักชีววิทยาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เคยถาม ส่วนหนึ่งของคำถาม – ตอบที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ใหม่กับ ศาสนปรัชญามีดังนี้

คำถาม – แควนตัมฟิสิกส์ได้พิสูจน์แล้วว่า สรรพสิ่งในโลกใน จักรวาลล้วนเชื่อมโยงกัน (interconnected) เคลื่อนไปด้วยกันโดยไม่มีสถาน ที่ (non-local) นั่นคือธรรมชาติทางแควนตัม หรือว่าธรรมชาตินี้เองคือพื้น ฐานของจักรวาลที่ทางวิทยาศาสตร์ใหม่บอกว่าคือจิตวิญญาณ?
คำตอบ – นั่นเป็นคำพูดรวมๆ ที่ไม่ถูกทีเดียว จริงๆ ต้องพูดว่าสรรพสิ่งในจักรวาลทั้งหมดโดยไม่ยกเว้น มีศักยภาพของความ เชื่อมโยงต่อเนื่องกัน ในฐานะของคลื่น สรรพสิ่งหรือวัตถุทุกอย่างจะแผ่วง คลื่นเหลื่อมล้ำซ้ำซ้อนกันกับสรรพสิ่งอื่นทั้งหมด แต่เนื่องจากสสารวัตถุใน โลกในจักรวาลล้วนอยู่ในมิติสี่มิติของสสารที่ว่างและเวลาที่เป็นมหภาค (macrocosmos) ที่ใหญ่มหาศาลกว่ามิติทางแควนตัมมากมายนัก การแผ่วง ของสภาพความเป็นคลื่นเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน ณ จุดใดจุดหนึ่งระหว่างวัตถุ ในมหภาคจึงเชื่องช้ามาก – ที่ในช่วงเวลาสถานที่หนึ่งใดในโลกสี่มิติ – จึงประหนึ่งว่าหยุดอยู่กับที่ เนื่องจากด้วยความจริงทางแควนตัมนั้น สรรพสิ่งจะปรากฏให้รับรู้ได้ก็ด้วยการมีจิตวิญญาณเข้าไปเกี่ยวข้อง พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นจิตเราเองที่สร้างความจริงทางโลกให้ปรากฏ ด้วยการไปทำให้ สภาพความเป็นคลื่นมันหยุดพังพาบลงไปในทันที (wave-function collapse) สภาพคลื่นแผ่ถึงกันไม่ทัน เราถึงได้รับรู้ว่าทุกสิ่งแปลกแยกจากกัน ส่วนคำ ถามที่สองเป็นจริงตามที่ถามนั้น

คำถาม – ระหว่างความรู้ในบางศาสนาที่เป็นความเชื่อมั่นของ เราส่วนหนึ่งว่าสรรพสิ่งรวมทั้งชีวิต ล้วนถูกสร้างขึ้นมาโดยจิตวิญญาณพื้น ฐานสูงสุด (superconsciousness) ที่เรียกกันว่าพระเจ้า หรือในชื่อต่างๆ กับความรู้ทางชีววิทยา เ ช่น ทฤษฎีของชาร์ลส์ ดาร์วิน ที่กลายเป็นความ เชื่อมั่นสำหรับเราอีกส่วนหนึ่งว่า สรรพชีวิตล้วนเกิดขึ้นมาบนความบังเอิญ (chance) และความจำเป็น หรือการกำหนดโดยสิ่งแวดล้อม (necessity or natural selection) อย่างไหนถูกอย่างไหนผิดอย่างไร?
คำตอบ – ผิดทั้งคู่ แต่ก็ถูกทั้งคู่ เรื่องของผู้สร้างไม่มีในความ หมายง่ายๆ ของผู้สร้างที่เป็นตัวตนเช่นนั้นในพุทธศาสนา ในศาสนาพุทธ อธิบายการสร้างให้เป็นวิวัฒน์ตามธรรมชาติ “เช่นนั้นเอง” ดังนั้นที่ว่าผิดด้วย และก็ถูกด้วยคือ ประการแรก โดยหลักฐานรอบด้านเราไม่พูดกันโดยลอกมา จากคัมภีร์ให้เข้าใจง่ายๆ ว่า มีผู้สร้างที่มีตัวตนเนรมิตโลกทั้งหมดขึ้นมา แต่ที่ถูกต้องก็คือ ทั้งหมดก่อเกิดขึ้นมาจากพื้นฐานของจักรวาลด้วยกลไกทางแค วนตัม พื้นฐานซึ่งเป็นพลังงานปฐมหรือจิตวิญญาณดั้งเดิมทั้งสองคือหนึ่ง เดียวกัน เป็นรูปแบบของกันและกัน ดังนั้นที่กล่าวว่า วิญญานังปจจยานา มะรูปัง มันเป็นเช่นนั้นจริงในทางวิทยาศาสตร์แควนตัม ส่วนทฤษฎีชาร์ลส์ ดาร์วิน นั้น คงผิดทั้งหมดในเรื่องของความบังเอิญ หรือมิวเตชั่นลองผิดลอง ถูก (random mutation or “chance”) แต่ก็อาจถูกในส่วนหลัง (natural selection or “necessity”) แต่ก็เป็นปลายของส่วนหลังเมื่อชีวิตได้ วิวัฒนาการมาเป็นเผ่าพันธุ์สปีชีส์เรียบร้อยแล้ว ต่อแต่นั้นธรรมชาติอาจเกื้อกูล หรือกำหนดให้เผ่าพันธุ์ดำรงอยู่ได้ด้วยการปรับแปรตัวเองให้สอดคล้องกับสิ่ง แวดล้อมที่แปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา

ความสัมพันธ์อย่างสอดคล้องของความรู้สองแนวทาง จิตวิญญาณและศาสนปรัชญากับแควนตัมฟิสิกส์สำหรับนักวิชาการตะวันตก นั้น ดูเหมือนจะเป็นไปอย่างกว้างขวาง รับรู้กันอย่างแทบเป็นเอกฉันท์ นั้นคือความรู้ความจริงที่จะเป็นรากฐานของความคิดสร้างสรรค์ และกระบวน ทัศน์ของสังคมโลกและระบบการเมืองและเศรษฐกิจใหม่ในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งตรงนี้ และสำหรับที่บ้านเรานั้น บางทีพระสงฆ์หรือผู้ปฏิบัติจิตปฏิบัติ ศาสนาจะมีส่วนและเป็นส่วนที่สำคัญยิ่งต่อการสร้างสรรค์นั้น.

ที่ไม่เข้าใจคือ พอมีเรื่องแบบนี้แล้ว เราต้องหาเรื่องเอาชนะกัน เพื่อจะบอกว่า กูถูกนะ โดยใช้อารมณ์ หรือจบโดยการไม่พูด เพราะปวดหัว ไม่อยากเถียงนะ ไม่เข้าใจ ทำไมไม่มาคุยกันอย่างวาทะของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)

ข้าพเจ้ารู้สึกชื่นชมยินดีมาก เมื่อพบผู้ที่มีความคิดแตกต่างไปจากข้าเจ้ามาถกอย่างเป็นกันเอง

หรือ

ถ้าความคิดนั้นไม่ถูกเยอะเย้ยถากถางในเบื้องต้น แปลว่าความคิดนั้นใช้ไม่ได้

About plusmagic

PHP lover in thailand

Posted on 2010/03/26, in พุทธ, Life and tagged , , , , , , . Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: