Monthly Archives: มกราคม 2011

อนาคตห้องสมุด


อ่านข่าวในบล็อกห้องสมุดมีการพูดถึงกันพอสมควรว่า ไอเพ็ท อีรีดเดอร์ต่างๆ จะทำให้ห้องสมุดสูญพันธ์ ความจริงแล้วการเผชิญหน้าอย่างนี้ไม่ใช้ความท้าทายครั้งแรก ในสมัยอตีตกาล เราก็เปลี่ยนจากกระดาษปาปิรัส มาเป็นกระดาษปัจจุบัน เปลี่ยนจากการที่ผู้มีความรู้คัดลอกข้อความต่อกันที่ละบรรทัด มาเป็นระบบการพิมพ์หนังสือที่ละล้านเล่ม แสนเล่ม เราเคยถามว่าอินเทอร์เน็ตจะมาแทนห้องสมุด จนตอนนี้เราเข้าใจแล้วว่ามันคือสิ่งเร้าใหม่ในการวิวัฒนาการไปตามกาลเท่านั้นเอง ไม่ว่าสารนิเทศรูปร่างเป็นอย่างไร เราจะทำงานแบบไหน ห้องสมุดยังคงมีจิตวิญญาณเหมือนเดิม

ผมไม่มีทฤษฎีที่จะมาให้น้ำหนักในคำพูดนี้ นอกจากจะเอาสิ่งที่เราที่ศึกษาในสายนี้ เพราะรักในสิ่งที่เรียกว่าหนังสือมาอ้าง หนึ่งในหนังสือที่ผมรัก และเป็นที่ชื่นชอบของหลายๆคนที่รักนิยายวิทยาศาสตร์คือ หนังสือชุด สถาบันสถาปนา จำได้ว่าช่วงที่อาจารย์ท่านได้สอนเกี่ยวกับวรรณกรรมคลาสสิก ผมพยามจะพูดให้เรื่องเรื่องนี้เป็นวรรณกรรมคลาสสิกกับเค้าอีกเล่ม จากการที่แต่งได้ดีมาก เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก แม้ว่าผู้เขียนจะถึงแก่กรรมไปในปี 1992 ก็ยังมีความพยามที่จะรวบรวมนักเขียนผีมือดีสามท่านมาเขียนเพิ่มอีกสามเล่ม จากเจ็ดเล่มให้เป็นชุดที่ทรงคุณค่ายิ่งขึ้น แต่ตกไปเพราะอายุน้อยกว่าคำนิยาม

หนังสือชุดนี้กล่าวถึงสมัยที่มนุษย์มีถึงสี่หมื่นล้านคน บนดาวสี่สิบห้าล้านดวง ในสมัยนี้ที่ฮาริ เซลดอน และคณะ ได้ทุ่มเทที่จะพัฒนาวิชา อนาคตประวัติศาสตร์ เป็นวิชาที่จะใช้หลักสถิติ ทำนายพฤติกรรมในอนาคตของชนกลุ่มใหญ่ และชี้ทางรอดจากความล่มสลายของมนุษย์ชาติได้ เป็นวิชาที่จะแย่งการอธิบายความเป็นไปต่างๆ จากชะตากรรมของโชคลาง ลิขิตเทพเจ้า แต่หนทางไม่เรียบง่ายขนาดนั้น เขาต้องเผชิญหน้ากับ การจัดหาและบริหารองค์ขนาดใหญ่จาก การแย่งชิงอำนาจทางการเมือง รับมือกับสังคมที่ล่มสลาย นอกจากคณิตสาสตร์ยากที่จะเข้าใจ เขาต้องใช้ทั้งหมัดเผชิญหน้าศัตรู วางแผนตลบหลังฝ่ายคณะปฏิวัติ สู้กับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หลอกใช้จอมเผด็จการสลาย และเหนืออื่นใด ผู้คนที่ไม่นิยมเขา การประกาศความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง นับว่ามีครบทุกรสชาติทั้ง การเมือง เศรษกิฐ สังคม จิตวิทยา การบริหาร จินตนาการ การผจญภัย ตลก ขาดแต่ความรักที่จืดไปหน่อย


ฮาริอยากจะกลับไปคิด แต่ดูเธอจะไม่ยอม เธอจิ้มสีข้างเขา “ยกตัวอย่างมาซิ”
“ก็ได้ นี่เป็นกฎข้อหนึ่ง – เมื่อใดที่คุณพบของถูกใจ ให้ซื้อเอาไว้ให้มากพอใช้ไปทั้งชีวิต เพราะเชื่อว่าเขาจะไม่ทำออกมาขายอีกในที่สุด”
“บ้าบอนะซิเรื่องตลก”
“ไม่ค่อยตลกเท่าไหร่นัก แต่เรื่องจริงนะ”
“แล้วคุณปฏิบัติตามกฎอย่างนี้หรือ”
“แน่นอน”
“อย่างไร”
“จำครั้งแรกที่คุณมองดูในตู้เสื้อผ้าของผมได้ไหม”
เธอกระพริบตา เขายิ้มพลางรำลึกไป เธอนั้นกำลังแอบดูไปทั่ว เธอเลื่อนประตูตู้บานใหญ่ที่เบาราวขนนก ในช่องตารางของชั้นวางนั้นมือเสื้อผ้าจัดเรียงตามชนิดและสี ดอร์สอุทาน “ชุดสีฟ้าหกชุด รองเท้าหุ้มส้นโหลหนึ่ง สีดำทุกคู่เลย แล้วยังเสื้อเชิ้ตอีก-สีขาวหม่น สีมะกอก มีสีแดงบางตัว สักหกสิบตัวได้กระมัง เยอะเหลือเกิน เหมือนๆกันไปหมด”
“และเหมือนอย่างที่ผมชอบเลย” เขาได้ตอบเธอ “มันช่วยแก้ปัญหาว่าผมจะใส่อะไรดีทุกเช้า เพียงแค่สุ่มเลือกชุดใดชุดหนึ่งเท่านั้น”
“ฉันนึกว่าคุณใส่เสื้อผ้าชุดเดิมซ้ำทุกวันเสียอีก”
เขาเลิกคิ้ว ตีหน้าสยอง “ชุดเดิมหรือ คุณหมายถึงไม่ได้ซักหรือ”
“ก็เมื่อมันไม่ได้เปลี่ยน…”
“ผมเปลี่ยนเสื้อทุกวันนะ” เขาหัวเราะเมื่อนึกไปถึง แล้วกล่าวกับเธอ “ตอนนั้นผมใส่ชุดเหมือนเดิมทุกวันเพราะผมชอบชุดอย่างนั้น และคุณจะไม่ได้เห็นชุดแบบนั้นที่ร้านไหนอีกแล้วตอนนี้”
“ฉันก็ว่างั้นละ” เธอลูบคลำจีบเสื้อของเขา “ชุดนี้คงตกแฟชั่นอย่างน้อยก็สี่ฤดูแล้ว”
“เห็นไหม กฎเกณฑ์นี้ใช้ได้”
“สำหรับฉันแล้ว สัปดาห์หนึ่งมีโอกาสเลือกซื้อเสื้อผ้าถึงยี่สิบเอ็ดครั้ง แต่สำหรับคุณมันเป็นงานที่น่าเบื่อ”
“คุณละเลยกฎเสียแล้ว”
“คุณแต่งตัวอย่างนั้นมานานเท่าไหร่แล้ว”
“นับตั้งแต่ผมสังเกตว่าผมใช้เวลาค่อนข้างมากเพื่อชั่งใจว่าจะใส่อะไรดี และเนื่องจากสิ่งที่ผมชอบนั้นไม่ค่อยมีให้ซื้อในร้านเท่าไหร่นัก ผมเลยผนวกทางออกให้ปัญหาทั้งสองไปพร้อมกัน”
“คุณนี้เหลือเชื่อจริงๆ”
“ผมแค่ทำอะไรเป็นระบบต่างหาก”
“คุณนะมุ่งมั่นเกินไป”
“คุณวิจารณ์นะ ไม่ใช่วิเคราะห์”
“คุณก็น่ารัก เพี้ยนแต่น่ารัก บางที่อาจจะไปด้วยกันได้”
“นั่นเป็นกฎเหมือนกันรึเปล่า”
เธอจูบเขา “คะท่านศาสตราจารย์”

ทั้งหมดนะคือเขากำลังสวีตกันอยู่นะ แค่ไม่กี่หน้าก็บรรยายคนคนหนึ่งได้ดีที่เดียว ว่าใช้การแก้ปัญหาในการดำรงชีวิต มุ่งมั่น เป็นตัวชองตัวเอง รู้จักสังเกตุ แต่เขียนออกมาให้อ่านได้อย่างมีชั้นเชิง น่าอ่าน
สาเหตุที่คิดถึงหนังสือเล่มนี้คือ เพราะว่าท่านศาสตราจารย์ทำงานนี้ได้เพราะใช้ข้อมูลที่ห้องสมุดรวมรวมไว้ให้จำนวนมหาศาล ได้คำแนะนำดีๆ จากบรรณารักษ์ เห็นรึเปล่าครับ ว่ายังไงห้องสมุดยังอยู่รอด หรือเพราะว่าผมก็คิดแปลกๆ พอๆกับท่านศาสตราจารย์

ยืนเคียงข้างฉัน (Stand by Me)


วันนี้น้องไปเจอปัญหามานิดหน่อย พอจัดการแล้วก็ไปกินข้าวกัน ได้ยินเพลงที่ชอบเพลงหนึ่งที่ไม่ได้ยินมานานแล้ว ความหมายดีมากๆ ร้านเปิดอยู่หลายรอบ เพราะเป็นเวอร์ชั่นที่ไม่คุ้น มารู้ตัวอีกที่ก็วนกลับมารอบที่สามแล้ว (เจ้าของร้านคงชอบเหมือนกัน หรือเล่นวนอยู่ไม่กี่เพลงก็ไม่ทราบ) อยากให้คนอื่นฟังด้วย (ยัดเยียดนะเนี่ย)
ขอ copy ของคุณนายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ (ปรเมศวร์ มินศิริ) มานะครับ

ยืนเคียงข้างฉัน (Stand by Me)
March 19th 2009

วันนี้ผมมีเพลงเพราะๆ ที่มีความหมายดีๆ มาฝากกันนะครับ ชื่อเพลง Stand by me ครับ
เวอร์ชั่นที่ผมจะนำมาแนะนำในวันนี้ เป็นการแสดงส่วนหนึ่งจากสารคดี ที่ได้รับรางวัลในโครงการ “Playing For Change: Peace Through Music” หรือแปลเป็นไทยว่า “เล่นดนตรีเพื่อการเปลี่ยนแปลง: สันติภาพผ่านเสียงเพลง” ซึ่งได้นำเพลงในอดีตมาทำใหม่ (Cover) ได้อย่างไพเราะและมีความหมาย

โดยเฉพาะเพลง Stand by me ในเวอร์ชั่นนี้ ร้องและแสดงโดยศิลปินจากทั่วโลกมากมาย ซึ่งหลายท่านเป็นศิลปินเปิดหมวก เล่นดนตรีเพื่อสร้างสรรค์ อย่างแท้จริง แม้ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไร แต่ใครก็ตาม คนแล้วคนเล่าที่ได้ฟังเพลงนี้ ต่างก็เกิดแรงบันดาลใจในการต่อสู้ชีวิต ในการสร้างสันติภาพ แทบทั้งนั้น… ผมเชื่อเหลือเกินว่า ไม่ว่าเราจะเป็นใคร เราก็สามารถจะช่วยเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้นได้ โดยเริ่มต้นที่ตัวเรา คนใกล้ชิดที่จะอยู่เคียงข้างเรา ต่อๆ กันไปครับ

Stand by me เป็นเพลงที่ Ben E. King, Jerry Leiber และ Mike Stoller ได้ร่วมกันเขียนขึ้น และขับร้องโดย Ben E. King จนมีชื่อเสียงโด่งดังในปี ค.ศ. 1961 อันที่จริงที่มาของเพลงนั้นเก่าแก่กว่านี้อีก เพราะเป็นเพลงที่แต่งด้วยแรงบันดาลใจจากเพลงที่ร้องในโบสถ์เมื่อปี ค.ศ. 1905 ซึ่งแต่งโดย Charles A. Tindley ในชื่อเพลงเดียวกัน

เพลงนี้ถูกนำมาบันทึกเสียงใหม่โดยศิลปินหลายท่านครับ รวมถึงวง The Staple Singers ในปี ค.ศ. 1955 ต่อมา จอห์น เลนนอน (John Lennon) ศิลปินผู้ มีชื่อเสียงได้ขับร้องและบันทึกเสียงเพลงนี้ในแนว Rock ซึ่งเป็นแบบฉบับของเขาเองในอัลบั้ม Rock ‘n’ Roll ในปี ค.ศ. 1975 (ต้นฉบับเป็นแนว soul) ซึ่งเพลงนี้ก็ได้มีการนำไปร้องและแสดงโดยศิลปินมากมาย เดินทางผ่านกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน

ขอให้บทเพลงนี้อยู่เคียงข้างคุณด้วยครับThis song said
เพลงนี้ได้บอกเราว่า
No matter who you are
ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร
No matter where you go in your life
ไม่ว่าตลอดชีวิตคุณจะเดินทางไปแห่งหนใด
At some point, you gonna need somebody to stand by you
บางเรื่องบางครา คุณอาจต้องการใครบางคนยืนเคียงข้างคุณ

Oh yeah
Oh my darlin’
Stand by me

No matter who you are
ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร
No matter where you go in life
ไม่ว่าตลอดชีวิตคุณจะเดินทางไปแห่งหนใด
You gonna need somebody to stand by you
บางเรื่องบางครา คุณอาจต้องการใครบางคนยืนเคียงข้างคุณ

No matter how much money you’ve got, all the friends you got,
ไม่ว่าเธอจะมีเงินมากน้อยเพียงไหน เธอยังมีเพื่อนเสมอ
you gonna need somebody to stand by you
บางที คุณยังต้องการใครอีกคนยืนเคียงข้างคุณ

When the night has come
เมื่อราตรีมาเยือน
And the land is dark
พร้อมปฏพีที่มืดมิด
And that moon is the only light we’ll see
มีเพียงแสงจันทร์ที่ส่องสว่างให้มองเห็น

No, I won’t be afraid.
ไม่… ฉันไม่กลัวหรอก
No, I won’t
ไม่ ฉันไม่กลัว
Just as long as you stand, stand by me
ตราบเท่าที่มีคุณเยือนเคียงข้าง เคียงข้างฉัน

And darlin’, darlin’, stand by me. Oh stand by me
โอ้ ที่รัก เคียงข้าง ยืนเคียงข้างฉัน
Oh stand, stand by me, common stand by me, yeah.
เคียงข้าง… เคียงข้างฉัน มาสิ มายืนเคียงข้างฉัน

When the sky that we look upon should tumble and fall
เมื่อเราเห็นท้องฟ้าเบื้องหน้าพังร่วงหล่น
Or the mountain they should crumble to the sea.
หรือภูผาถล่มจมลงท้องทะเล

I won’t cry, I won’t cry.
ฉันจะไม่ร้องไห้ ฉันไม่ร้องไห้หรอก
No, I won’t shed a tear.
ฉันจะไม่ปาดน้ำตา
Just as long as you stand, stand by me.
ตราบเท่าที่มีคุณยืนเคียงข้าง เคียงข้างฉัน

So darlin’, darlin’, stand by me. Oh stand by me.
โอ้ ที่รัก เคียงข้าง ยืนเคียงข้างฉัน
Please stand, stand by me, stand by me.
ยืน.. เคียงข้างฉันนะ ช่วยมายืนเคียงข้างฉัน ได้โปรดเคียงข้าง ยืนเคียงข้างฉัน

And darlin’, darlin’, stand by me. Oh stand by me.
โอ้ ที่รัก เคียงข้าง ยืนเคียงข้างฉัน
Oh stand, stand by me, please stand. Stand by me.
ได้โปรดเคียงข้าง ยืนเคียงข้างฉัน

ด้วยจิตคารวะ
“นายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ”

%d bloggers like this: