Monthly Archives: กันยายน 2011

คำนี้ มีที่มา


ดูหนังจีน หนังเกาหลี เรียกข้าราชการระดับสูงว่าใต้เท้า เรียกพระราชาว่า ฝ่าบาท เวลาดูเปิดสภา ก็มีคำว่า ไต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เคยสงสัย ว่าทำไม ในเมื่อคนเอเชียนับถือศีรษะว่าเป็นของสูง ที่มีเกียติ เท้าเป็นของต่ำ การให้เห็นเท้า หรือใช้เท้าทำบางกิริยาถือว่าไม่สุภาพ เป็นอย่างมาก ผิดกับฝรั่งที่เอาเท้าชี้กันเป็นเรื่องธรรมดา ทำไมใช้คำนี้แทน ผู้ที่เป็นที่เคารพ
คำนี้มีที่มาจากในสมัยพระพุทธกาล ขอคัดลอกมาจากเว็บ อภิโชค.คอม
เสด็จไปโปรดพระญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์ พระญาติผู้ใหญ่ถือว่าสูงอายุไม่ถวายบังค

เมื่อพระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบว่าขณะนั้น พระพุทธเจ้าเสด็จประทับเพื่อประกาศพระศาสนาอยู่ในแคว้นมคธ
ด้วยพระทัยปรารถนาที่จะได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ทรงอยู่ในฐานะหนึ่ง คือ พระราชโอรส พระเจ้าสุทโธทนะจึงส่งคณะฑูตไปทูลอาราธนา
ทุกคณะที่ส่งไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ได้ฟังธรรมแล้วสำเร็จอรหันต์ ทั้ง ๙ คณะ มีจำนวนถึงพันคน
แต่ยังไม่มีท่านใดได้กลับมาทูลรายงานให้พระเจ้าสุทโธทนะได้ทราบ

พระเจ้าสุทโธทนะจึงทรงส่งคณะอำมาตย์ เป็นคณะที่ ๑๐ ไปอีก
มี “กาฬุทายี” เป็นหัวหน้า ซึ่งเป็นผู้ที่คุ้นเคยและเป็นสหชาติ คือ เกิดวันเดียวกับพระพุทธเจ้า
ก่อนออกเดินทางไปทูลอาราธนาพระพุทธเจ้า กาฬุทายีทูลขอลาบวช
เมื่อบวชแล้วจะทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าให้เสด็จมายังกรุงกบิลพัสดุ์ให้จงได้ พระเจ้าสุทโธทนะทรงอนุมัติ

ภายหลังเมื่อกาฬุทายี ได้ฟังธรรมจนสำเร็จอรหันต์ ได้ขอบวชเป็นพระสาวกพร้อมทั้งบริวารที่ติดตามไปแล้ว
บังคมทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ พระพุทธเจ้าทรงรับคำทูลอาราธนา

จึงเสด็จพร้อมด้วยพระสาวก ๒ หมื่นรูป ขณะนั้นเป็นหน้าแล้ง ย่างเข้าหน้าฝน
เสด็จออกเดินทางเป็นเวลาสองเดือน จึงถึงกรุงกบิลพัสดุ์
แล้ว เสด็จเข้าประทับในอารามของเจ้าศากยะผู้หนึ่ง ซึ่งชื่อว่า “นิโครธ”
ซึ่งพวกเจ้าศากยะพระญาติจัดถวายให้เป็นที่ประทับ อารามในที่นี้ไม่ใช่วัด แต่เป็นสวน เป็นอุทยานอยู่นอกเมือง
พวกพระประยูรญาติรวมทั้งพระเจ้าสุทโธทนะ ได้พากันมารับเสด็จและเฝ้าพระพุทธเจ้าที่อารามแห่งนี้

เจ้าศากยะ พระญาติวงศ์ของพระพุทธเจ้าที่เป็นชั้นผู้ใหญ่ ต่างถือองค์ว่าเป็นพระญาติผู้ใหญ่
มีพระชนม์สูงกว่าพระพุทธเจ้า ซึ่งขณะนั้นเพียง ๓๖ ปีกว่าๆ จึงไม่ถวายอภิวาทบังคม
แต่ส่งเจ้าชายเจ้าหญิงศากยะเยาว์วัยกว่าพระพุทธเจ้า ออกไปอยู่แถวหน้า ให้ไหว้พระพุทธเจ้าแทน
ส่วนพวกตนอยู่แถวหลังไม่ยอมไหว้

ด้วยเหตุดังกล่าวพระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ในอากาศ แล้วโปรยละอองธุลีพระบาทลงเหนือศีรษะของบรรดาเจ้าศากยะ

พระเจ้าสุทโธทนะซึ่งเสด็จมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ทรงเห็นเหตุอัศจรรย์เช่นนั้น จึงทรงประนมพระหัตถ์อภิวาทพระพุทธเจ้า
ฝ่ายพระประยูรญาติทั้งปวงในที่นั้นก็ต่างสิ้นทิฐิมานะ แล้วถวายอภิวาทพระพุทธเจ้าพร้อมกันทั่วทุกองค์

“ในทันใดนั่นเอง มหาเมฆใหญ่ได้ตั้งเค้าขึ้นมา แล้วหลั่งสายฝนลงมาห่าใหญ่ ฝนนั้นเรียกว่า ‘โบกขรพรรษ’ มีสีแดง
ผู้ใดปรารถนาหรือประสงค์ให้เปียก ย่อมเปียก ไม่ปรารถนาให้เปียก ก็ไม่เปียก โดยเม็ดฝนจะกลิ้งหล่นจากกายเหมือนหยาดน้ำกลิ้งจากใบบัว”

หมาบความว่า “พระญาติทุกพระองค์จากกันกับพระพุทธเจ้าเป็นเวลาช้านาน มาได้เห็นกันเข้า ก็ชื่นบาน เหมือนได้รับน้ำฝนชุ่มฉ่ำหฤทัย”

ตามความเข้าใจผม การเรียกว่า ใต้เท้าจึงหมายถึง ผู้ที่น้อมรับคำสอนพระพุทธเจ้า หรือ กษัติย์ที่ทรงทศพิราชธรรม ผ่าละอองทุลีบาท คือ พระธรรมของพระองค์ ที่ถ้าเทียบกับเหล่ากษัตริย์ แล้ว มีค่าเพียง ฝุ่นที่อยู่ใต้เท้าพระพุุทธเจ้าเท่านั้น (ค้นเจอว่า มีคนตอบว่า เป็นการยกยองพระชาชา ว่าเป็นญาติกับประพุทธเจ้า อีกความเห็นหนึ่ง) ส่วนเมฆคงจะแทนการยอมรับคำสั่่งสอน ใครยอมรับฟังพระธรรมก็ได้อานิสงค์ไป ใครเฉยๆ ก็ผ่านไปเหมือนน้ำกล้งบนใบบัว อันนี้ เป็นความเห็นส่วนตัว เพราะผมไม่เชื่อในปาติหารต่างๆ นะครับ ยังไงถ้าเจอบทความของผู้รู้จริงๆ จะเอามาดูกันอีกที

ไอกากยู


จะออกไปกินข้าวเย็น แต่ฝนตกหนักมาก เลยต้องสั่ง mc มากิน กลับโทรมาบอกว่างดบริการเพราะฝนตกหนัก เค้าสั่งเพราะไม่อยากไปที่ร้านตอนฝนตกกันไม่ใช่เหรอ? อารมณ์ค้าง เพื่อนชวนไปหาอาหารญี่ปุ่นแก้เซ็งกันดีกว่า ลงทุนเดินฝ่าฝน ลุยน้ำไปหาอะไรกิน (ร้านหน้าปากซอยกไม่อร่อยมากๆ ) รถเมล์ก็ไม่ยอมจอด ขึ้น taxi กะว่าไปกินเซ็นทรัลเวิล์ด ดันบอกว่า ไม่ไป อนุสาวรีไปได้ สยามไม่ไป รถติด เกสใกล้หมด (แถวนี้ชอบเลือกมาก กว่าสายใต้อีก เอานิสัยพวกขับรถเมล์ฟรีมาใช้ตามลูกพี่รึไง) เอาวะเซ็นจูรี่ก็ได้ ร้านบุฟเฟ่ที่จะไปตอนแรกคนเต็ม แถมบัตรลดก็ลืมเอามาอีก ลองไปร้านข้างๆแทนเมนูเยอะดี คนก็มีไม่กี่โต๊ะ ถึงราคาจะแพงไปหน่อย
ระหว่างดูเมนูอยู่ พนักงานเดินไปเดินมา ทำไมไม่รออยู่เฉยๆ หรือไปดูคนอื่นก่อนก็ได้ สั่่งเสร็จแล้ว พนักงานเอาช้อนมาให้ ช้อนไม่สะอาด ร้านแบบนี้ไม่น่าพลาดนะ ไม่เป็นไรขอให้เอามาเปลี่ยน บ่นคนล้างให้ฟังซะงั้น ยกซูชิมาหน้าตาน่ากินดี หยิบชิ้นแรกเย็นจัด ไม่สด หันไปดูเค้าเตอร์เห็นซูชิอยู่ในถุงพลาสติก อืม ร้านอื่นทำสำเร็จมาเป็นถาดๆ ส่งมาจากครัวกลางที่ไหนก็ไม่รู้ แต่ยังรู้สึกว่าเค้าทำมาใหม่ๆ แกงกะหรี่กลิ่นหอมดี เพื่อนมันบอกว่า อุ่นมาแต่แกง ข้าวเช่เข็ง หม้อไฟก็หวานจัด ไข่หวานเหมือนทำไว้นานแล้ว ทนกินไปนิดนึง บอกกันว่า กูจะไม่มาเหยียบที่นี่อีกแล้ว มันทำให้คนกินรึเปล่าวะ หิวมา แต่กินไม่หมด เขี่ยๆ ให้มันเป็นชิ้นๆ เล่นกัน แล้วคิดเงิน เอาบิลมา ไม่ทันล้วงกระเป๋า บอกคิดผิดรีบวิ่งไปที่เค้าเตอร์ กลับมาอีกที เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขียนคำติลงในใบรับความคิดเห็น ปากกาก็ไม่มี ขอปากกาพนักงานมาเขียนให้ดูตรงหน้าเลย นอกจากบรรยากาศแล้ว แย่ทั้งหมด
ออกมากะว่าจะหาเต้าอวยการบินไทยชั้นล่างล้างซวยหมด เดินมาอนุสาวรีย์หมดอีก แถมมาเห็น kfc กลับมาจากออกไปส่งของ ถึงบ้านลองหาในเน็ตดูมีคนชมเยอะมาก (จ้างเขียนเรอะ) ที่ด่าก็มี (บ่นน้อยไป) แต่ผมไปกินปกตินะ ที่เค้าบ่นกันนะเพราะซื้อบัตร 100 ได้ 200 (ซูชิเนี่ยนะ หวังอะไร ไม่ใช่รายการพระเจ้าจอร์จนะครับพี่ ) ทำไม่มันรู้สึกมันบรมโคตรห่วย กว่าเยอะเลย ถ้า pl ที่ทำงานไปกินด้วยสงสัยมีคนโดนต่อยแน่เลย กลับมาอ่านการ์ตูนจบไปสองเล่มใจยังไม่สงบ ต้องขอเขียนระบายความรู้สึกหน่อย สรุป บรรยากาศดูดี แพง ห่วยแตก แล้วก็วันนี้ซวยสุดๆ
ดูเพิ่มเติม

%d bloggers like this: