Category Archives: books

หนังสือที่น่าสนใจ

ปริศนาสวนลับ


เรื่องนี้เป็นนวนิยายสืบสวนที่มีเอกลักษณ์ของตนเองในหลายด้าน ตั้งแต่การผูกเรื่องเป็นการตามหาครอบครัวของเด็กสี่ขวบที่ถูกทิ้งไว้ที่ท่าเรือคนเดียว พ่อแม่เด็กหายไปไหน ถ้าจะทิ้งเด็กทำไม่ต้องลงทุนให้เด็กนั่งเรื่อโดยสารจากอังกฤษ พร้อมเสื้อผ้าราคาแพง กระเป๋าหนึ่งใบ และหนังสือนิทานหนึ่งเล่ม การเลือกถ้อยคำบรรยายที่สละสลวย การสร้างบรรยากาศอึมครึมสลับกับโลกที่สดใสจนบางครั้งคิดว่าเป็นหนังสือนิยายตาหวาน

แต่ไม่ใช่ความกลัวสองผัวเมียครอบครัวสวินเดลล์ที่ทำให้เอไลชาตัดสินใจ ไม่ใช่แม้กระทั่งเสียงของแม่ที่ดังก้องอยู่ในความทรงจำของเธอ ขอให้เธอสัญญาว่าจะขายเข็มกลัดก็ต่อเมื่อชายชั่วคนนั้นมาคุกคามเท่านั้น
หากเป็นความกลัวของเธอเองว่าอนาคตอาจเลวร้ายยิ่งกว่าอดีต ว่าอาจมีวันใดวันหนึ่งที่เข็มกลัดกลายเป็นกุญแจสำคัญอย่างเดียวในการเอาชีวิตรอดของเธอ ซุ่มซ่อนอยู่ในเดือนปีอันหม่นมัวที่ยังมามาถึง
เธอกลับหลังโดยไม่ย่างเท้าไปในบ้านคุณพิกนิก และรีบร้อนกลับไปยังร้านขายขวดและของเก่า เข็มกลัดเผาไหม้เป็นรูแห่งความรู้สึกผิดในกระเป๋าเธอ และเธอก็บอกตัวเองว่าแซมมี่ก็เข้าใจ ว่าเขาก็รู้เช่นเดียวกับเธอถึงมูลค่าชีวิตในคุ้งน้ำที่พวกเขาอาศัย
จากนั่นเธอก็พับเก็บความทรงจำเกี่ยวกับเขาอย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ห่อมันด้วยผืนผ้าแห่งอารมณ์ความรู้สึกหลายชั้น ทั้งความปิติ ความรักและความผูกมัด ซึ่งเธอไม่ต้องการอีกต่อไปและเก็บทั้งหมดอีกต้อไปและเก็บทั้งหมดลั่นดาลไว้ลึกล้ำในใจเธอ เธอรู้สึกว่าการไร้ซึ่งความทรงจำและความรู้สึกเช่นนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะการตายของแซมมี่ทำให้ชีวิตของอีไลซาเหลือแค่ครึ่งเดียว เหมือนห้องที่ปราศจากแสงเทียน จิตวิญญาณของเธอเหน็บหนาว มืดมน และว่างเปล่า

เรื่องราวถ่ายทอดผ่านชีวิตของผู้หญิงสามรุ่น และตัวละครที่มีมิติ แต่ละคนมีแรงขับการกระทำของตนในการกระทำต่างๆ ผลักดันตนเองไปสู่จุดทีหวัง ผลักไสคนอื่นๆ ไปโดยเจตนาหรือความหลง
เหมาะกับผู้ชื่นชอบนวนิยายสืบสวนแนวจิตวิทยาหรือรักในหนังสือที่ใช้ภาษาสละสลวย
ผู้แต่ง เคต มอร์ตัน (kate morton)
แปลโดย ศศมากา

โฆษณา

เอามัน Linus Torvalds


เป็นเรื่องที่ผมเคยฝากไว้ที่เว็บ http://www.libraryhub.in.th

just-for-fun

ซอร์ไอเซค นิวตัน ลีโอนาโด ดาร์วินชี และอัจฉริยะอื่นๆ ทุกคนมีสิ่งที่เหมือนกัน

นั่นคือ ความสามารถหลายๆ ด้าน และความคิดอันเป็นเอกลักษณ์

การได้อ่านชีวประวัติ (อย่างละเอียด) ของคนเหล่านี้

จะทำให้คุณได้เห็นมุมมองใหม่ๆ แบบที่คุณคิดไม่ถึงว่า มีคนคิดแบบนี้อยู่ด้วย

ชื่อ Linus Torvalds (ไลนุส ไม่ใช่ ลีนุก ทอร์วอลด์)

อาจจะไม่คุ้นกับคนส่วนใหญ่ แม้แต่คนที่เรียกตัวเองว่าคนไอที

บางคนเรียกเขาว่า hacker อันดับหนึ่งของโลกผู้เป็นศาสดาของ programmer

ส่วน Microsoft เรียกเขาว่า ปีศาจ

คุณอาจจะรู้จักผลงานเขาที่ชื่อว่า ลินุกซ์ หรือไม่ ? ไม่เป็นไร

เอาเป็นว่ามันเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของ windows

และทำให้มีคนที่คิดทำอะไรดีๆ ออกมาฟรีๆ ให้คนอื่นใช้กัน

ถ้าคุณรัก firefox รู้ไว้ว่า ถ้าไม่มีเขา มันเป็นแค่ โปรแกรมที่ไม่มีคนใช้แล้วเท่านั้น

ผมไปเจอหนังสือที่แปลโดย eS_U ชื่อหนังสือ “just for fun LINUS TORVALDS”

ที่ห้องสมุดวิทยาลัย ที่มีสาขาคอมพิวเตอร์ ซื้อมาตั้งแต่ปี 46 กลับกลายเป็นว่าผมเป็นคนแรกที่ยืมในปี 50

และท่าทางจะป็นคนแรกที่หยิบมันออกมาจากชั้นหนังสือ

หนังสือที่ดีอย่างนี้ สาบสูญไปกับระบบ LC ที่ผมไม่เคยทำความเข้าใจกับมันได้ซะที่

ถ้าคุณไม่สนใจ IT ก็ไม่เป็นไร ถ้าคุณสนุกกับหนังสืออ่านเล่น

ที่บอกว่าเป็นหนังสือชีวประวัติอย่างของโน้ตอุดม / บอย / น้าเนค

หรือหนังสือเฉพาะกิจอย่าง Lidia here am I

ผมว่าหนังสือเล่มนี้ (just for fun LINUS TORVALDS) ดีกว่านั้น

มันหนาถึง 374หน้านะครับ แต่ก็อ่านเพลินๆ คืนเดียวจบ เหมือนกินต้มยำอร่อยๆ

ถ้าชอบแนวปรัญญาความคิดใหม่ๆ หนังสือเล่มนี้มีให้คุณได้ขบคิด

ผมคัดลอกเอาเนื้อเรื่องบางส่วนมาให้ลองอ่านเล่นดูนะครับ

“ตอนเด็กผมหน้าเกลียดมาก บอกกันตรงๆ อย่างนี้เลย

และผมหวังว่าวันหนึ่งเมื่อฮอลลีวู้ดสร้างหนังเกี่ยวกับลินุกซ์ขึ้นมา

พวกเขาคงจะหาพระเอกที่หน้าหาเหมือน ทอม ครูซ มาเล่น

แม้ในความเป็นจริงมันจะเป็นอะไรที่ตรงกันข้ามกันเลยก็ตาม

แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะครับ ผมไม่ถึงขนาดคนค่อมแห่งนอตเตอร์ดามหรอก

ลองนึกภาพตามดีกว่า นึกถึงเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่มีฟันหน้าใหญ่มาก

(ทุกคนที่ดูรูปผมตอนเด็กจะเห็นว่าหน้าผมดูคล้ายตัวบีเวอร์ไม่น้อย)

นึกถึงการแต่งตัวที่เชยระเบิด และนึกถึงจมูกที่ใหญ่ผิดปกติ

อันเป็นเอกลักษณ์ของตระกูลทอร์วอลด์ นั่นละครับ ตัวผมในวัยเด็ก”

หรือ

“แล้วทำไมสังคมถึงวิวัฒนาการได้ละ? อะไรคือแรงผลักดันที่สำคัญ?

เทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงจริงหรือ?

จริงหรือที่การผลิตเครื่องจักรไอน้ำทำให้ยุโรปเป็นสังคมอุตสาหกรรม

แล้วหลังจากนั้นสังคมมนุษย์ก็วิวัตนาการโดยอาศัยโนเกียและโทรศัพท์มือถืออื่นๆ

จนกลายเป็นสังคมแห่งการสือสารไป?

ดูเหมือนนักปรัชญาทั้งหลายจะพอใจกับคำอธิบายนี้ จึงพากันไปสนใจแต่ประเด็นที่เทคโนโลยีมีผลต่อสังคม

แต่ผมในฐานะนักเทคโนโลยีกลับรู้ดีว่าเทคโนโลยีไม่ได้ส่งผลต่ออะไรเลย

สังคมต่างหากที่มีผลต่อเทคโนโลยี ไม่ใช่ทางกลับกัน

เทคโนโลยีเป็นเพียงตีกรอบว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง

และเราจะทำสิ่งต่างๆ เหล่านั้นโดยเปลืองเงินน้อยที่สุดได้ยังไง

เทคโนโลยีก็เหมือนบรรดาเครื่องไม้เครื่องมือที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีนั่นแหละ

คือมันไม่มีความคิดเป็นของตนเอง มันมีหน้าที่แค่ทำงานไปตามที่คุณใช้มัน

ส่วนแรงจูงใจของการทำงานนั้นเป็นความจำเป็นและความต้องการของมนุษย์โดยแท้

ทุกวันนี้เราติดต่อสื่อสารกันมากขึ้นไม่ใช่เพราะเรามีอุปกรณ์

แต่เพราะมนุษย์เราชอบการพูดคุยกันอยู่แล้ว เราจึงต้องมีการติดต่อสื่อสารกัน ซึ่งถ้าอุปกรณ์ไม่พร้อม

เราก็จะสร้างมันขึ้นมา เพราะอย่างนี้โนเกียถึงได้เกิด”

%d bloggers like this: