คลังเก็บบล็อก

เอา Linux กลับมาหลังลง Windows


สิ่งที่น่าเบื่อสำหรับคนที่ลง dual boot สองระบบ linux และ windows คือขาใหญ่วินโดวส์ ไม่ยอมรับรู้ว่าโลกนี้มันมีน้องเล็กลีนุกซ์อยู่ในโลกด้วย ขณะที่เพนกวินพยามตามใจพี่ใหญ่ โดยยอมให้ติดตั้งตัวเองในวินโดวส์ หรือลงทีหลังแบบไม่ไปทับพี่ใหญ่ก็ได้ ขอแค่พื้นทีี่ 6 – 7 GB พออยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัวก็แล้ว แต่เมื่อไหร่ลูกพี่ใหญ่วินโดวส์เค้ามีอันเป็นไป อยากเป็นจอฟ้าขึ้นมา ให้มีอันต้องลงใหม่ หรือออกรุ่นใหม่มาให้ยลและลิ้มลอง มันก็จะลบ grub (คือ boot loader ที่ทำให้เครื่องเดียวกันลงได้ทั้ง windows และ linux) ทีนี้ทำให้เราๆต้องมาลงวินโดวส์พร้อม linux ทบทวนวิชากันอีกครั้ง ทั้งที่ความจริง Linux ยังอยู่ดีมีสุขอย่างเดิมไม่ได้รับการกระทบกระเทือนใดๆ เลย แต่ไม่มีใครเห็นมันเท่านั้นเอง

เรากลับไปใช้มันได้ใหม่โดยก่อนอื่นต้องลง windows ให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นใช้ linux live cd / dvd คือแผ่นลงลีนุกซ์นั้นละ บูทเครื่องแล้ว เราจะซ่อม grub โดยไปที่ command ตามนี้

sudo add-apt-repository ppa:yannubuntu/boot-repair && sudo apt-get update

กด Enter ใส่รหัสผ่านลงไป รอ…

sudo apt-get install -y boot-repair && (boot-repair &)

กด Enter รอ…

มันจะมีหน้าต่างเปิดขึ้นมามากมายตระการตาไม่ต้องสนใจ ปล่อยๆ มันไปตามสบาย รอจนมีเมสเสจบอกว่าคุณ restart ได้ เอาแผ่นออกเริ่มระบบใหม่ได้เลย เปิดเครื่องอีกครั้ง grub จะกลับมาให้ใช้อีก ประหยัดเวลาลง tuk ได้อีกอย่างน้อยก็ชั่วโมงหนึ่ง

อ่านเพิ่มเติม

โฆษณา

เอามัน Linus Torvalds


เป็นเรื่องที่ผมเคยฝากไว้ที่เว็บ http://www.libraryhub.in.th

just-for-fun

ซอร์ไอเซค นิวตัน ลีโอนาโด ดาร์วินชี และอัจฉริยะอื่นๆ ทุกคนมีสิ่งที่เหมือนกัน

นั่นคือ ความสามารถหลายๆ ด้าน และความคิดอันเป็นเอกลักษณ์

การได้อ่านชีวประวัติ (อย่างละเอียด) ของคนเหล่านี้

จะทำให้คุณได้เห็นมุมมองใหม่ๆ แบบที่คุณคิดไม่ถึงว่า มีคนคิดแบบนี้อยู่ด้วย

ชื่อ Linus Torvalds (ไลนุส ไม่ใช่ ลีนุก ทอร์วอลด์)

อาจจะไม่คุ้นกับคนส่วนใหญ่ แม้แต่คนที่เรียกตัวเองว่าคนไอที

บางคนเรียกเขาว่า hacker อันดับหนึ่งของโลกผู้เป็นศาสดาของ programmer

ส่วน Microsoft เรียกเขาว่า ปีศาจ

คุณอาจจะรู้จักผลงานเขาที่ชื่อว่า ลินุกซ์ หรือไม่ ? ไม่เป็นไร

เอาเป็นว่ามันเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของ windows

และทำให้มีคนที่คิดทำอะไรดีๆ ออกมาฟรีๆ ให้คนอื่นใช้กัน

ถ้าคุณรัก firefox รู้ไว้ว่า ถ้าไม่มีเขา มันเป็นแค่ โปรแกรมที่ไม่มีคนใช้แล้วเท่านั้น

ผมไปเจอหนังสือที่แปลโดย eS_U ชื่อหนังสือ “just for fun LINUS TORVALDS”

ที่ห้องสมุดวิทยาลัย ที่มีสาขาคอมพิวเตอร์ ซื้อมาตั้งแต่ปี 46 กลับกลายเป็นว่าผมเป็นคนแรกที่ยืมในปี 50

และท่าทางจะป็นคนแรกที่หยิบมันออกมาจากชั้นหนังสือ

หนังสือที่ดีอย่างนี้ สาบสูญไปกับระบบ LC ที่ผมไม่เคยทำความเข้าใจกับมันได้ซะที่

ถ้าคุณไม่สนใจ IT ก็ไม่เป็นไร ถ้าคุณสนุกกับหนังสืออ่านเล่น

ที่บอกว่าเป็นหนังสือชีวประวัติอย่างของโน้ตอุดม / บอย / น้าเนค

หรือหนังสือเฉพาะกิจอย่าง Lidia here am I

ผมว่าหนังสือเล่มนี้ (just for fun LINUS TORVALDS) ดีกว่านั้น

มันหนาถึง 374หน้านะครับ แต่ก็อ่านเพลินๆ คืนเดียวจบ เหมือนกินต้มยำอร่อยๆ

ถ้าชอบแนวปรัญญาความคิดใหม่ๆ หนังสือเล่มนี้มีให้คุณได้ขบคิด

ผมคัดลอกเอาเนื้อเรื่องบางส่วนมาให้ลองอ่านเล่นดูนะครับ

“ตอนเด็กผมหน้าเกลียดมาก บอกกันตรงๆ อย่างนี้เลย

และผมหวังว่าวันหนึ่งเมื่อฮอลลีวู้ดสร้างหนังเกี่ยวกับลินุกซ์ขึ้นมา

พวกเขาคงจะหาพระเอกที่หน้าหาเหมือน ทอม ครูซ มาเล่น

แม้ในความเป็นจริงมันจะเป็นอะไรที่ตรงกันข้ามกันเลยก็ตาม

แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะครับ ผมไม่ถึงขนาดคนค่อมแห่งนอตเตอร์ดามหรอก

ลองนึกภาพตามดีกว่า นึกถึงเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่มีฟันหน้าใหญ่มาก

(ทุกคนที่ดูรูปผมตอนเด็กจะเห็นว่าหน้าผมดูคล้ายตัวบีเวอร์ไม่น้อย)

นึกถึงการแต่งตัวที่เชยระเบิด และนึกถึงจมูกที่ใหญ่ผิดปกติ

อันเป็นเอกลักษณ์ของตระกูลทอร์วอลด์ นั่นละครับ ตัวผมในวัยเด็ก”

หรือ

“แล้วทำไมสังคมถึงวิวัฒนาการได้ละ? อะไรคือแรงผลักดันที่สำคัญ?

เทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงจริงหรือ?

จริงหรือที่การผลิตเครื่องจักรไอน้ำทำให้ยุโรปเป็นสังคมอุตสาหกรรม

แล้วหลังจากนั้นสังคมมนุษย์ก็วิวัตนาการโดยอาศัยโนเกียและโทรศัพท์มือถืออื่นๆ

จนกลายเป็นสังคมแห่งการสือสารไป?

ดูเหมือนนักปรัชญาทั้งหลายจะพอใจกับคำอธิบายนี้ จึงพากันไปสนใจแต่ประเด็นที่เทคโนโลยีมีผลต่อสังคม

แต่ผมในฐานะนักเทคโนโลยีกลับรู้ดีว่าเทคโนโลยีไม่ได้ส่งผลต่ออะไรเลย

สังคมต่างหากที่มีผลต่อเทคโนโลยี ไม่ใช่ทางกลับกัน

เทคโนโลยีเป็นเพียงตีกรอบว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง

และเราจะทำสิ่งต่างๆ เหล่านั้นโดยเปลืองเงินน้อยที่สุดได้ยังไง

เทคโนโลยีก็เหมือนบรรดาเครื่องไม้เครื่องมือที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีนั่นแหละ

คือมันไม่มีความคิดเป็นของตนเอง มันมีหน้าที่แค่ทำงานไปตามที่คุณใช้มัน

ส่วนแรงจูงใจของการทำงานนั้นเป็นความจำเป็นและความต้องการของมนุษย์โดยแท้

ทุกวันนี้เราติดต่อสื่อสารกันมากขึ้นไม่ใช่เพราะเรามีอุปกรณ์

แต่เพราะมนุษย์เราชอบการพูดคุยกันอยู่แล้ว เราจึงต้องมีการติดต่อสื่อสารกัน ซึ่งถ้าอุปกรณ์ไม่พร้อม

เราก็จะสร้างมันขึ้นมา เพราะอย่างนี้โนเกียถึงได้เกิด”

%d bloggers like this: