คลังเก็บบล็อก

อนาคตห้องสมุด


อ่านข่าวในบล็อกห้องสมุดมีการพูดถึงกันพอสมควรว่า ไอเพ็ท อีรีดเดอร์ต่างๆ จะทำให้ห้องสมุดสูญพันธ์ ความจริงแล้วการเผชิญหน้าอย่างนี้ไม่ใช้ความท้าทายครั้งแรก ในสมัยอตีตกาล เราก็เปลี่ยนจากกระดาษปาปิรัส มาเป็นกระดาษปัจจุบัน เปลี่ยนจากการที่ผู้มีความรู้คัดลอกข้อความต่อกันที่ละบรรทัด มาเป็นระบบการพิมพ์หนังสือที่ละล้านเล่ม แสนเล่ม เราเคยถามว่าอินเทอร์เน็ตจะมาแทนห้องสมุด จนตอนนี้เราเข้าใจแล้วว่ามันคือสิ่งเร้าใหม่ในการวิวัฒนาการไปตามกาลเท่านั้นเอง ไม่ว่าสารนิเทศรูปร่างเป็นอย่างไร เราจะทำงานแบบไหน ห้องสมุดยังคงมีจิตวิญญาณเหมือนเดิม

ผมไม่มีทฤษฎีที่จะมาให้น้ำหนักในคำพูดนี้ นอกจากจะเอาสิ่งที่เราที่ศึกษาในสายนี้ เพราะรักในสิ่งที่เรียกว่าหนังสือมาอ้าง หนึ่งในหนังสือที่ผมรัก และเป็นที่ชื่นชอบของหลายๆคนที่รักนิยายวิทยาศาสตร์คือ หนังสือชุด สถาบันสถาปนา จำได้ว่าช่วงที่อาจารย์ท่านได้สอนเกี่ยวกับวรรณกรรมคลาสสิก ผมพยามจะพูดให้เรื่องเรื่องนี้เป็นวรรณกรรมคลาสสิกกับเค้าอีกเล่ม จากการที่แต่งได้ดีมาก เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก แม้ว่าผู้เขียนจะถึงแก่กรรมไปในปี 1992 ก็ยังมีความพยามที่จะรวบรวมนักเขียนผีมือดีสามท่านมาเขียนเพิ่มอีกสามเล่ม จากเจ็ดเล่มให้เป็นชุดที่ทรงคุณค่ายิ่งขึ้น แต่ตกไปเพราะอายุน้อยกว่าคำนิยาม

หนังสือชุดนี้กล่าวถึงสมัยที่มนุษย์มีถึงสี่หมื่นล้านคน บนดาวสี่สิบห้าล้านดวง ในสมัยนี้ที่ฮาริ เซลดอน และคณะ ได้ทุ่มเทที่จะพัฒนาวิชา อนาคตประวัติศาสตร์ เป็นวิชาที่จะใช้หลักสถิติ ทำนายพฤติกรรมในอนาคตของชนกลุ่มใหญ่ และชี้ทางรอดจากความล่มสลายของมนุษย์ชาติได้ เป็นวิชาที่จะแย่งการอธิบายความเป็นไปต่างๆ จากชะตากรรมของโชคลาง ลิขิตเทพเจ้า แต่หนทางไม่เรียบง่ายขนาดนั้น เขาต้องเผชิญหน้ากับ การจัดหาและบริหารองค์ขนาดใหญ่จาก การแย่งชิงอำนาจทางการเมือง รับมือกับสังคมที่ล่มสลาย นอกจากคณิตสาสตร์ยากที่จะเข้าใจ เขาต้องใช้ทั้งหมัดเผชิญหน้าศัตรู วางแผนตลบหลังฝ่ายคณะปฏิวัติ สู้กับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หลอกใช้จอมเผด็จการสลาย และเหนืออื่นใด ผู้คนที่ไม่นิยมเขา การประกาศความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง นับว่ามีครบทุกรสชาติทั้ง การเมือง เศรษกิฐ สังคม จิตวิทยา การบริหาร จินตนาการ การผจญภัย ตลก ขาดแต่ความรักที่จืดไปหน่อย


ฮาริอยากจะกลับไปคิด แต่ดูเธอจะไม่ยอม เธอจิ้มสีข้างเขา “ยกตัวอย่างมาซิ”
“ก็ได้ นี่เป็นกฎข้อหนึ่ง – เมื่อใดที่คุณพบของถูกใจ ให้ซื้อเอาไว้ให้มากพอใช้ไปทั้งชีวิต เพราะเชื่อว่าเขาจะไม่ทำออกมาขายอีกในที่สุด”
“บ้าบอนะซิเรื่องตลก”
“ไม่ค่อยตลกเท่าไหร่นัก แต่เรื่องจริงนะ”
“แล้วคุณปฏิบัติตามกฎอย่างนี้หรือ”
“แน่นอน”
“อย่างไร”
“จำครั้งแรกที่คุณมองดูในตู้เสื้อผ้าของผมได้ไหม”
เธอกระพริบตา เขายิ้มพลางรำลึกไป เธอนั้นกำลังแอบดูไปทั่ว เธอเลื่อนประตูตู้บานใหญ่ที่เบาราวขนนก ในช่องตารางของชั้นวางนั้นมือเสื้อผ้าจัดเรียงตามชนิดและสี ดอร์สอุทาน “ชุดสีฟ้าหกชุด รองเท้าหุ้มส้นโหลหนึ่ง สีดำทุกคู่เลย แล้วยังเสื้อเชิ้ตอีก-สีขาวหม่น สีมะกอก มีสีแดงบางตัว สักหกสิบตัวได้กระมัง เยอะเหลือเกิน เหมือนๆกันไปหมด”
“และเหมือนอย่างที่ผมชอบเลย” เขาได้ตอบเธอ “มันช่วยแก้ปัญหาว่าผมจะใส่อะไรดีทุกเช้า เพียงแค่สุ่มเลือกชุดใดชุดหนึ่งเท่านั้น”
“ฉันนึกว่าคุณใส่เสื้อผ้าชุดเดิมซ้ำทุกวันเสียอีก”
เขาเลิกคิ้ว ตีหน้าสยอง “ชุดเดิมหรือ คุณหมายถึงไม่ได้ซักหรือ”
“ก็เมื่อมันไม่ได้เปลี่ยน…”
“ผมเปลี่ยนเสื้อทุกวันนะ” เขาหัวเราะเมื่อนึกไปถึง แล้วกล่าวกับเธอ “ตอนนั้นผมใส่ชุดเหมือนเดิมทุกวันเพราะผมชอบชุดอย่างนั้น และคุณจะไม่ได้เห็นชุดแบบนั้นที่ร้านไหนอีกแล้วตอนนี้”
“ฉันก็ว่างั้นละ” เธอลูบคลำจีบเสื้อของเขา “ชุดนี้คงตกแฟชั่นอย่างน้อยก็สี่ฤดูแล้ว”
“เห็นไหม กฎเกณฑ์นี้ใช้ได้”
“สำหรับฉันแล้ว สัปดาห์หนึ่งมีโอกาสเลือกซื้อเสื้อผ้าถึงยี่สิบเอ็ดครั้ง แต่สำหรับคุณมันเป็นงานที่น่าเบื่อ”
“คุณละเลยกฎเสียแล้ว”
“คุณแต่งตัวอย่างนั้นมานานเท่าไหร่แล้ว”
“นับตั้งแต่ผมสังเกตว่าผมใช้เวลาค่อนข้างมากเพื่อชั่งใจว่าจะใส่อะไรดี และเนื่องจากสิ่งที่ผมชอบนั้นไม่ค่อยมีให้ซื้อในร้านเท่าไหร่นัก ผมเลยผนวกทางออกให้ปัญหาทั้งสองไปพร้อมกัน”
“คุณนี้เหลือเชื่อจริงๆ”
“ผมแค่ทำอะไรเป็นระบบต่างหาก”
“คุณนะมุ่งมั่นเกินไป”
“คุณวิจารณ์นะ ไม่ใช่วิเคราะห์”
“คุณก็น่ารัก เพี้ยนแต่น่ารัก บางที่อาจจะไปด้วยกันได้”
“นั่นเป็นกฎเหมือนกันรึเปล่า”
เธอจูบเขา “คะท่านศาสตราจารย์”

ทั้งหมดนะคือเขากำลังสวีตกันอยู่นะ แค่ไม่กี่หน้าก็บรรยายคนคนหนึ่งได้ดีที่เดียว ว่าใช้การแก้ปัญหาในการดำรงชีวิต มุ่งมั่น เป็นตัวชองตัวเอง รู้จักสังเกตุ แต่เขียนออกมาให้อ่านได้อย่างมีชั้นเชิง น่าอ่าน
สาเหตุที่คิดถึงหนังสือเล่มนี้คือ เพราะว่าท่านศาสตราจารย์ทำงานนี้ได้เพราะใช้ข้อมูลที่ห้องสมุดรวมรวมไว้ให้จำนวนมหาศาล ได้คำแนะนำดีๆ จากบรรณารักษ์ เห็นรึเปล่าครับ ว่ายังไงห้องสมุดยังอยู่รอด หรือเพราะว่าผมก็คิดแปลกๆ พอๆกับท่านศาสตราจารย์

Advertisements

ปริศนาสวนลับ


เรื่องนี้เป็นนวนิยายสืบสวนที่มีเอกลักษณ์ของตนเองในหลายด้าน ตั้งแต่การผูกเรื่องเป็นการตามหาครอบครัวของเด็กสี่ขวบที่ถูกทิ้งไว้ที่ท่าเรือคนเดียว พ่อแม่เด็กหายไปไหน ถ้าจะทิ้งเด็กทำไม่ต้องลงทุนให้เด็กนั่งเรื่อโดยสารจากอังกฤษ พร้อมเสื้อผ้าราคาแพง กระเป๋าหนึ่งใบ และหนังสือนิทานหนึ่งเล่ม การเลือกถ้อยคำบรรยายที่สละสลวย การสร้างบรรยากาศอึมครึมสลับกับโลกที่สดใสจนบางครั้งคิดว่าเป็นหนังสือนิยายตาหวาน

แต่ไม่ใช่ความกลัวสองผัวเมียครอบครัวสวินเดลล์ที่ทำให้เอไลชาตัดสินใจ ไม่ใช่แม้กระทั่งเสียงของแม่ที่ดังก้องอยู่ในความทรงจำของเธอ ขอให้เธอสัญญาว่าจะขายเข็มกลัดก็ต่อเมื่อชายชั่วคนนั้นมาคุกคามเท่านั้น
หากเป็นความกลัวของเธอเองว่าอนาคตอาจเลวร้ายยิ่งกว่าอดีต ว่าอาจมีวันใดวันหนึ่งที่เข็มกลัดกลายเป็นกุญแจสำคัญอย่างเดียวในการเอาชีวิตรอดของเธอ ซุ่มซ่อนอยู่ในเดือนปีอันหม่นมัวที่ยังมามาถึง
เธอกลับหลังโดยไม่ย่างเท้าไปในบ้านคุณพิกนิก และรีบร้อนกลับไปยังร้านขายขวดและของเก่า เข็มกลัดเผาไหม้เป็นรูแห่งความรู้สึกผิดในกระเป๋าเธอ และเธอก็บอกตัวเองว่าแซมมี่ก็เข้าใจ ว่าเขาก็รู้เช่นเดียวกับเธอถึงมูลค่าชีวิตในคุ้งน้ำที่พวกเขาอาศัย
จากนั่นเธอก็พับเก็บความทรงจำเกี่ยวกับเขาอย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ห่อมันด้วยผืนผ้าแห่งอารมณ์ความรู้สึกหลายชั้น ทั้งความปิติ ความรักและความผูกมัด ซึ่งเธอไม่ต้องการอีกต่อไปและเก็บทั้งหมดอีกต้อไปและเก็บทั้งหมดลั่นดาลไว้ลึกล้ำในใจเธอ เธอรู้สึกว่าการไร้ซึ่งความทรงจำและความรู้สึกเช่นนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะการตายของแซมมี่ทำให้ชีวิตของอีไลซาเหลือแค่ครึ่งเดียว เหมือนห้องที่ปราศจากแสงเทียน จิตวิญญาณของเธอเหน็บหนาว มืดมน และว่างเปล่า

เรื่องราวถ่ายทอดผ่านชีวิตของผู้หญิงสามรุ่น และตัวละครที่มีมิติ แต่ละคนมีแรงขับการกระทำของตนในการกระทำต่างๆ ผลักดันตนเองไปสู่จุดทีหวัง ผลักไสคนอื่นๆ ไปโดยเจตนาหรือความหลง
เหมาะกับผู้ชื่นชอบนวนิยายสืบสวนแนวจิตวิทยาหรือรักในหนังสือที่ใช้ภาษาสละสลวย
ผู้แต่ง เคต มอร์ตัน (kate morton)
แปลโดย ศศมากา

%d bloggers like this: